ในอดีต ความเชื่อเรื่องฟิล์มพันพาเลทคือ \"ยิ่งหนา ยิ่งดี\" มาตรฐานโรงงานจึงมักกำหนดสเปคที่ 20 ไมครอนขึ้นไปเพื่อความอุ่นใจ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การใช้ฟิล์มหนาอาจกลายเป็นความสิ้นเปลืองมหาศาล
เครื่องผลิตฟิล์มสมัยใหม่สามารถรีดเม็ดพลาสติก LLDPE ออกเป็นชั้นฟิล์มบางๆ ซ้อนกันได้ตั้งแต่ 33 ชั้น ไปจนถึง 55 ชั้น หรือมากกว่า ในระดับนาโนเมตร โครงสร้างแบบ "แซนด์วิชหลายชั้น" นี้ทำให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ:
การซื้อขายฟิล์มพันพาเลทในไทยมักซื้อขายกันเป็น "กิโลกรัม" ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางการค้า เพราะฟิล์มที่หนาจะมีน้ำหนักเยอะแต่ได้ความยาวน้อย (พันได้จำนวนพาเลทน้อย) ในขณะที่ฟิล์ม Nano-Layer ที่บางกว่า จะมีน้ำหนักเบาและได้ความยาวต่อม้วนมากกว่าหลายร้อยเมตร
อย่าดูแค่ราคาต่อม้วนหรือต่อกิโลกรัม แต่ให้ทดลองพันจริง:
ผลลัพธ์ที่ได้มักพบว่า ฟิล์ม Nano สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติก (Plastic Consumption) ลงได้ 30-50% ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ลดลงโดยตรงและขยะปลายทางที่น้อยลง
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ฟิล์มไม่ขาด แต่คือ "แรงรัดสินค้า (Holding Force)" ฟิล์มคุณภาพสูงจะต้องมีค่า Memory Effect คือเมื่อยืดออกแล้วพยายามจะหดกลับ แรงหดกลับนี้เองที่จะตรึงสินค้าให้อยู่บนพาเลทอย่างมั่นคง ป้องกันสินค้าล้มขณะรถเลี้ยวหรือเบรกกะทันหัน ซึ่งฟิล์มเกรดต่ำมักจะยืดแล้วย้วย (Loose) ทำให้สินค้าเสียหายได้แม้จะพันหลายรอบก็ตาม
ในอดีต ความเชื่อเรื่องฟิล์มพันพาเลทคือ "ยิ่งหนา ยิ่งดี" มาตรฐานโรงงานจึงมักกำหนดสเปคที่ 20 ไมครอนขึ้นไปเพื่อความอุ่นใจ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การใช้ฟิล์มหนาอาจกลายเป็นความสิ้นเปลืองมหาศาล (Over-packaging) โดยไม่จำเป็น บทความนี้จะพาไปรู้จักเทคโนโลยีที่กำลังปฏิวัติวงการโลจิสติกส์
เทคโนโลยี Nano-Layer Extrusion คืออะไร?
เปลี่ยนความคิด: ซื้อฟิล์มที่ "ความยาว" ไม่ใช่ "น้ำหนัก"
สูตรความคุ้มค่า: Cost Per Pallet (ต้นทุนต่อพาเลท)
Load Containment Force: หัวใจของการขนส่ง